https://sites.google.com/site/areeyaritthi/_/rsrc/1423601877063/home/5-prapheni-wathnthrrm-kickrrm-khxng-canghwad-ranxng/44.jpg

ประเพณีที่ 1  งานเสด็จพระแข่งเรืออำเภอกระบุรี ประจำปี ณ บริเวณแม่น้ำกระบุรี   ซึ่งประชาชนมีความเชื่อที่ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จกลับมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลงมาสู่เมืองสังกัสสะในชมพูทวีป     พุทธศาสนิกชนจึงเดินทางไปรับเสด็จเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเดินทางที่สะดวกในสมัยนั้นคือ ทางน้ำ จึงมีโอกาสได้พบปะสังสรรค์ซึ่งกันและกัน และต่อมา จึงเกิดเป็นประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้น     การจัดงานเสด็จพระแข่งเรือเป็นการอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดความรักความสามัคคีระหว่างประชาชนในท้องถิ่น และราษฎรทางฝั่งประเทศพม่าที่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำกระบุรี อันเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดระนองได้เป็นอย่างดี    สำหรับกิจกรรมการแข่งขันเรือยาวจะแบ่งเป็นประเภท 30 ฝีพาย    21, 16 พาย (โอเพ่น) และ 8 ฝีพาย การประกวดเรือประเภทสวยงาม และประเภทตลกขบขัน การประกวดเพลงเรือ ประเพณี 2 บวงสรวง พ่อตาหลวงแก้ว พระแก้วโกรพมีภรรยาชื่อนางน้อย และบุตรชายชื่อนายทอง เมื่อนายทองเติบใหญ่ นายแก้วก็ส่งให้ไปศึกษาศิลปะวิทยาโดยหวังว่าจะให้เป็นเจ้าเมืองแทนตน เมื่อนายทองไปศึกษาวิชาอยู่นั้น พระแก้วโกรพก็ได้มีภรรยาใหม่อีกคนชื่อนางจัน เมื่อนายทองศึกษาวิชาจบก็กลับมาเมืองกระ เมื่อเห็นนางจันก็เกิดความพอใจ และต่อมาก็แอบได้เสียกัน นายทองจึงคิดฆ่าพระแก้วโกรพ แต่ พระแก้วโกรพทราบเรื่องก่อนโกรธมาก สั่งคนให้จับนายทองไปฆ่า แต่เนื่องจากนายทองมีวิชาคงกะพันใช้อาวุธฆ่าไม่ตาย พระแก้วโกรพจึงจับบุตรชายขึ้น ขาหยั่ง เอาไปไว้ในถ้ำแหลมเนียง ทรมานด้วยการอดอาหาร นางน้อยผู้เป็นแม่ด้วยความที่รักลูกชายก็คิดหาวิธีในการส่งอาหารให้บุตรชายก็ไม่เป็นผล ส่วนอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชา ก็ได้นำว่านจำนวนมากมาเพื่อต้องการช่วย เหลือลูกศิษย์ แต่มาไม่ทันนายทองตายเสียก่อน ต่อมาพระแก้วโกรพรู้สึกเสียใจจึงได้เปลี่ยนใจมายึดมั่นในหลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา จนทำให้ได้รับการยอมรับนับถือจาก บุคคลในหมู่บ้าน และยกย่องพระแก้วโกรพให้เป็น “พ่อตาหลวงแก้ว” และจากเรื่องราวในตำนานจึงเป็นที่มาของสถานที่ต่าง ๆ ในจังหวัดระนอง และสถานที่ใกล้เคียง เช่น ถ้ำพระขยางค์ (มาจากขาหยั่ง) คลองลำเลียง แม่น้ำน้อย (นางน้อย) เกาะโลงทอง คลองจั่น เกาะคนที เกาะผี เป็นต้นในทุกปี ณ บริเวณถ้ำพระขยางค์จะมีการจัดงานประเพณีขึ้นถ้ำพระขยางค์ …

There are no comments, click here be the first one!

1วัคซีนBCGป้องกันวัณโรค ฉีด0.1MLที่ไหล่ซ้าย ถ้าไม่มีแผลเป็นเกิดขึ้นถ้าไม่มีหลักฐานว่าเคยได้มาก่อน ให้ฉีดซ้ำเมื่ออายุ6เดือน ถ้าเคยได้วัคซีนมาก่อน ไม่ต้องฉีดซ้ำแม้ว่าจะไม่มีแผล 2วัคซีนป้องกันตับอักเสบบี เด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็มถ้าไม่มีข้อห้ามและเข็มสุดท้ายต้องอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 6 เดือน ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลลบ หรือไม่ทราบผลก็ให้ฉีดวัคซีนจำนวน 3 ครั้งเมื่อแรกเกิด อายุ1-2เดือน และอายุ 6 เดือน ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลบวก(โดยเฉพาะถ้าHBeAg เป็นบวกด้วย) พิจารณาให้ภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี HBIG 0.5 ซีซีภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด และให้วัคซีนครั้งที่1พร้อมๆกันคนละตำแหน่งกับที่ฉีด HBIG วัคซีนเข็มที่2 ให้เมื่ออายุ1-2 เดือน และครั้งที่3เมื่ออายุ 6 เดือน ถ้ามารดามี HBsAg ให้ผลบวก แต่ไม่มียา HBIG ควรให้วัคซีนเข็มที่1 ภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด เข็มที่2 และเข็มที่3 ให้เมื่ออายุทารก 1 เดือน และ 6 เดือนตามลำดับ กรณีมาทราบภายหลังว่ามารดามี HBsAg ให้ผลบวก ควรพิจารณาให้ HBIG ถ้าทารกได้วัคซีนมาแล้วไม่เกิน 7 วัน ตามแผนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขให้วัคซีนรวมที่มีทั้ง คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน และไวรัสตับอักเสบบี (DPT-HB) ที่อายุ 2 4 และ 6 เดือน แต่ถ้ามารดามี HBsAg ให้ผลบวกและทารกไม่ได้ …

There are no comments, click here be the first one!

ความเป็นมา ในสมัยที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราชเป็นกษัตริย์ครองตามพรลิงค์(นครศรีธรรมราช) อยู่นั้น ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ครั้งใหญ่และแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๑๗๗๓ ขณะที่เตรียมสมโภชพระบรมธาตุอยู่นั้น ชาวปากพนังมากราบทูลว่า คลื่นได้ซัดเอาผ้าแถบยาวผืนหนึ่งซึ่งมีภาพเขียนเรื่องพุทธประวัติมาขึ้นที่ชายหาดปากพนัง ชาวปากพนังเก็บผ้านั้นถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระองค์รับสั่งให้ซักผ้านั้นจนสะอาดเห็นภาพวาดพุทธประวัติ เรียกว่า ?ผ้าพระบฏ? จึงรับสั่งให้ประกาศหาเจ้าของ ได้ความว่าชาวพุทธจากหงสากลุ่มหนึ่ง จะนำผ้าพระบฏไปบูชาพระพุทธบาทที่ลังกา แต่ถูกพายุพัดพามาขึ้นชายฝั่งปากพนัง เหลือผู้รอดชีวิตสิบคนพระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงมีความเห็นว่าควรนำผ้าพระบฏไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์ เนื่องในโอกาสสมโภชพระบรมธาตุ แม้จะไม่ใช่พระพุทธบาทตามที่ตั้งใจ แต่ก็เป็นพระบรมสารีริกธาตุซึ่งเจ้าของผ้าพระบฏก็ยินดี การแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงมีขึ้นตั้งแต่ปีนั้นและดำเนินการสืบต่อมา จนกลายเป็นประเพณีสำคัญของชาวนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน ระยะเวลาดำเนินการ แต่เดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุนิยมจัดปีละสองครั้ง ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม (วันมาฆบูชา) และวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก (วันวิสาขบูชา) โดยนำผ้าไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ปัจจุบันนิยมทำกันในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม (วันมาฆบูชา) มากกว่า สาระสำคัญ ๑. แสดงให้เห็นลักษณะสังคมของนครศรีธรรมราช ที่ยึดมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนาการทำบุญเพื่ออุทิศเป็นพุทธบูชาเพื่อประสงค์ให้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า ๒. แสดงให้เห็นว่าองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจ ศูนย์รวมความศรัทธา พุทธศาสนิกชนทั่วไปทุกทิศจึงประสงค์มาห่มผ้าพระธาตุอย่างพร้อมเพรียงกัน ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ แห่ผ้าขึ้นธาตุ หมายถึง การแห่ผ้าผืนยาว ไปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการนำขึ้นห่มโอบล้อมรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นประเพณีที่ชาวนครศรีธรรมราชและพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในจังหวัดใกล้เคียง ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน ความเชื่อ นครศรีธรรมราชรับพระพุทธศาสนามาจากอินเดียและลังกา จึงรับความเชื่อของชาวอินเดียและลังกาเข้ามาด้วย ชาวพุทธในอินเดียเชื่อว่าการทำบุญและการกราบไหว้บูชาที่ให้ได้กุศลจริง จะต้องปฏิบัติต่อพระพักตร์และให้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าให้มากที่สุดแม้พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วแต่ก็ยังมีสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์อยู่ ได้แก่ พระบรมธาตุเจดีย์ พระพุทธรูป เป็นต้น การกราบไหว้บูชาสิ่งเหล่านี้เท่ากับเป็นกราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้าโดยตรงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันมาว่า การนำผ้าไปบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ ถือเป็นการบูชาที่ใกล้ชิดกับพระพุทธองค์ ชาวพุทธในนครศรีธรรมราชจากทุกที่จึงมุ่งหมายมาสักการะเมื่อถึงวันดังกล่าว พิธีกรรม การเตรียมผ้าพระบฏ ผ้าที่นำขึ้นแห่องค์พระธาตุเจดีย์ มักจะนิยมใช้สีขาว …

There are no comments, click here be the first one!

ก่อนที่หนุ่มๆ สาวๆ จะลงทุนซื้อคอร์ส หรือโปรแกรมในการดูแลสุขภาพที่แพงๆ หรือจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวเพื่อช่วยแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพร่างกายนั้น สิ่งคัญอย่างแรกที่ควรจะทำ คือ การเริ่มต้นสร้างสุขภาพที่ดีด้วยตัวเอง โดยทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆ เริ่มจาก 1. การเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน อยู่ หลับนอนควรรับประทานอาหาร นอนหลับ และตื่นนอนเป็นเวลา ไม่นอนดึกจนเกินไป ร่างกายจะได้ทำงานเป็นระบบ 2. ทานอาหารที่มีประโยชน์ ในแต่ละวันควรทานอาหารให้ครบห้าหมู่ โดยมื้อเช้า เป็นมื้อที่สำคัญ เพราะร่างกายต้องการพลังงานเพื่อใช้ในการทำงาน จึงควรทานอาหารที่ให้พลังสูงอย่างพวกขนมปัง ไข่ ชีสต์ เนื้อสัตว์ ข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต ส่วนตอนกลางวัน และตอนเย็น ควรทานอาหารที่มีส่วนประกอบของผักให้มาก หลังจากที่ทานอาหารมื้อหลักแล้ว ควรทานผลไม้เพื่อเพิ่มวิตามินให้แก่ร่างกาย อย่าลืมดื่่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว และเมื่อทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว ก็ควรงดสิ่งที่ให้โทษแก่ร่างกาย เช่น บุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 3. ออกกำลังกายเป็นประจำ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจแจ่มใส อาจจะออกกำลังกายคนเดียว หรือชวนเพื่อนไปออกำลังกายด้วยกันตอนเย็นหลังเลิกงาน หรือวันว่างเสาร์ อาทิตย์ หากีฬาที่ชอบ และทำได้ง่ายๆ เช่น วิ่ง เดิน โยคะ เต้นแอโรบิค ตีแบตมินตัน เตะฟุตบอล เตะตะกร้อ บาสเกตบอล ว่ายน้ำ เป็นต้น 4. จัดตารางชีวิต และการทำงานให้เป็นระบบระเบียบ ควรพกปฏิทินส่วนตัวเอาไว้ เพื่อช่วยวางแผนว่าปีนี้จะต้องทำอะไรบ้าง เดือนนี้มีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องทำ และวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง หากจะให้ดีควรจดบันทึกไว้เลยว่า จะทำอะไรก่อนหลังก่อนหลัง ตื่นกี่โมง และต้องทำอะไรในเวลาเท่าไร ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เราไม่พลาดกิจกรรมดีๆ สามารถทำได้ครบ และรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน ช่วยให้เครียดน้อยลง และลดความวุ่นวายในชีวิต …

There are no comments, click here be the first one!

ประเพณีสารทเดือนสิบ

http://xn--k3cpjt9d6a4e.net/wp-content/uploads/2014/10/1351060723.jpg

ประเพณีสารทเดือนสิบ ประเพณีสารทไทยหรือประเพณีทำบุญเดือนสิบทางภาคใต้โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีงานหนึ่งของชาวนครศรีธรรมราช เนื่องจากเป็นเทศกาลที่ชาวนครศรีธรรมราช จะเดินเข้าวัดทำบุญเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ในวันแรม ๑๓ – ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ   และที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวนครฯ ก็คือ ในการทำบุญจะต้องมีขนมสำคัญ ๕ อย่างรวมอยู่ด้วย ซึ่งขนมสำคัญ ๕ อย่างที่ว่านั้นยังแฝงนัยยะสำคัญอะไรบ้างอย่างไว้ด้วย –  ขนมลา เชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของเสื้อผ้าที่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วใช้นุ่งห่ม –  ขนมกงหรือขนมไข่ปลา เปรียบได้กับเครื่องประดับที่บรรพบุรุษนำไปประดับตกแต่งร่างกาย –  ขนมพอง ชาวนครศรีธรรมราชเชื่อว่าเสมือนแพพาหนะให้บรรพบุรุษใช้ข้ามวัฏสงสารการเวียนว่ายตายเกิด –  ขนมบ้า เปรียบเทียบได้กับเมล็ดสะบ้า ที่บรรพบุรุษเอาไว้เล่นสะบ้าในเทศกาลตรุษสงกรานต์ –  ขนมดีซำ หมายถึงเงินทองที่บรรพบุรุษสามารถนำไปใช้ในโลกหน้าได้   เดิมทีประเพณีสารทเดือนสิบนี้เป็นของพราหมณ์มาก่อน เมื่ออิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ได้เข้ามาในหมู่คนไทยทางภาคใต้ที่นับถือศาสนาพุทธ  ด้วยเห็นว่าความเชื่อนี้ของพรหมณ์เป็นสิ่งที่แสดงถึงความกตัญญูที่ลูกหลานสมควรมีให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว  และยังเป็นโอกาสที่ญาติพี่น้องที่แยกย้ายกันไปสร้างครอบครัวในที่ห่างไกลจะได้กลับมาพบหน้ากัน กระชับสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้แนบแน่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ชาวนครศรีธรรมราชยังมีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนสิบเป็นวันที่ประตูนรกเปิดออก เปรตที่ต้องถูกจองจำให้ชดใช้เวรกรรมในนรก จะได้รับอิสรภาพเป็นการชั่วคราวให้ขึ้นมายังโลกมนุษย์เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลาน ด้วยเหตุนี้ ลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะพากันนำอาหารไปทำบุญอุทิศผลบุญกุศลจากการทำบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับของตนเอง ชาวนครศรีธรรมราชจึงมีประเพณีที่ชื่อว่า ชิงเปรต เกิดขึ้นนั่นเอง   ประเพณีสารทเดือนสิบของจังหวัดนครศรีธรรมราช จะเริ่มต้นขึ้นในวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือนสิบ วันนี้จะเรียกกันว่าเป็น วันจ่าย มีการจับจ่ายซื้อขายอาหารแห้ง พืชผัก ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน และขนมที่เป็นตัวแทนของงานสารทเดือนสิบ จัดเตรียมไว้สำหรับพิธีการวันรุ่งขึ้น  โดยจะจัดสิ่งของ อาหารคาวหวานและขนมสำคัญ ๕ อย่างใส่ภาชนะที่เตรียมไว้โดยวางเรียงเป็นชั้นๆ ขึ้นมา ชาวนครฯ จะเรียกกันว่าการจัดหมุรับ โดยจะเรียงข้าวสารอาหารแห้งไว้ชั้นล่างสุด ต่อจากนั้นก็จะเป็นชั้นของพืชผักที่เก็บไว้ได้นานๆ ถัดขึ้นมาจะเป็นชั้นของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่วนชั้นบนสุดจะจัดเรียงขนมสำคัญ ๕ อย่าง …

 

สมุนไพรรักษาโรคอีสุกอีใส

http://www.todayhealth.org/images/pic/7657.jpg

  เมื่อพูดถึงอีสุกอีใสคุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจตกใจ เมื่อเวลาที่เห็นลูกมีตุ่มขึ้นตามเนื้อตามตัวเต็มไปหมด แต่ความจริงแล้วอีสุกอีใสคือ การติดเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่ทำให้เกิดตุ่มใส่ๆ ขึ้นมาตามตัวและในปาก ซึ่งต่อมาตุ่มนี้จะเริ่มมีลักษณะข้นขึ้นทำให้ดูเหมือน “สุก” จึงทำให้มีชื่อเรียกว่า อีสุกอีใส เชื้อไวรัสนี้มีชื่อว่า varicellazoster (VZV) ซึ่งเป็นไวรัสตัวหนึ่งในกลุ่ม เฮอร์ปิส์ไวรัส แพร่กระจายโดยการไอจาม และสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใสอยู่ในขณะนั้น อีสุกอีใส เป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้ง่าย พบว่าประมาณ 90% ของผู้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส จะเป็นอีสุกอีใสหลังจากการได้รับเชื้อจากคนอื่น โดยจะเริ่มมีอาการขึ้นตุ่มในช่วงระหว่าง 7-12 วัน หลังสัมผัสเชื้อ ซึ่งเมื่อมีเด็กในบ้านคนหนึ่งป่วยเป็นอีสุกอีใส ก็จะพบว่าพี่น้องและคนอื่นๆ ในบ้านจะเริ่มมีอาการอีสุกอีใสในช่วงประมาณ 2 อาทิตย์ต่อมา นอกจากจะต้องรับมือกับอาการไข้ ปวดหัว เจ็บเนื้อเจ็บตัวแล้ว ตุ่มน้ำใสๆ ที่ขึ้นมายังฝากรอยแผลเป็นไวให้เด็กๆ ด้วย ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ดูแลอย่างถูกวิธี แต่ถึงอย่างนั้น ปู่ย่าตายายเราก็ยังรู้จักหาวิธีมาดูแลลูกหลานโดยใช้สมุนไพรพื้นบ้านรักษา ดังนี้ เสลดพังพอนตัวเมีย หรืออีกชื่อหนึ่งคือ พญายอ เพียงแต่เด็ดใบเสลดพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด นำมาโขลกหรือปั่นให้ละเอียดผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มสุกใสบ่อยๆ จะช่วยลดอาการคัน และทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้ดี ช่วยให้เด็กไม่มาแกะเกาตุ่มจนกลายเป็นแผลเป็นได้ ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้ทำเป็นยาคาลาไมล์เสลดพังพอน ใช้ทาอีสุกอีใสได้ผลดีมาก พอตุ่มใสขึ้นก็แต้มยาลงไป ตุ่มจะฝ่อ ไม่แตกอักเสบจนเป็นหนอง ทาแล้วจะเย็นสบายหายคันทำให้เด็กหลับได้ดีอีกด้วยค่ะ ใบมะยม หากใครหาใบเสลดพังพอนไม่ได้ ขอแนะนำให้เอาใบมะยมกลางอ่อนกลางแก่ 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดนาน 20 นาที แล้วยกลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพออาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น หลังอาบน้ำอาการจะค่อยๆ ทุเลาและหายเป็นปกติใน 3 วัน

 

ประเพณี “แห่นก”

http://xn--k3cpjt9d6a4e.net/wp-content/uploads/2012/11/07re.jpg

ประเพณีแห่นก ประเพณีแห่นก การละเล่นทางพื้นเมืองทางภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา เป็นการละเล่นที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือความเชื่อใดๆ หากแต่เป็นงานรื่นเริงที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราวเพื่อความบันเทิง บางครั้งก็จัดขึ้นเพื่อเป็นการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรือแสดงความคารวะแก่ผู้ใหญ่ที่นับถือ  บ้างก็ว่าประเพณีแห่นกนี้จะจัดเพื่อเป็นความบันเทิงในพิธีเข้าสุนัต หรือ มาโซยาวี ในงานมีการตั้งพิธีสวดมนต์ทางไสยศาสตร์ เพื่อขับไล่หรือขจัดปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยให้หมดสิ้นไป พบแต่ความสุข ความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ในเวลาเดียวกันก็ยังเป็นการละเล่นที่ส่งเสริมให้เกิดความรักความสามัคคีในชุมชน เนื่องจากคนในชุมชนมีโอกาสได้ออกมาร่วมกิจกรรมของชุมชน และยังเสริมในเรื่องการยึดเหนี่ยวจิตใจได้อีกด้วย เพราะในงานจะมีการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป นกที่เข้าร่วมในขบวนแห่ประดิษฐ์จากสิ่งของในท้องถิ่น  หัวนกทำจากไม้เนื้อเหนียวในท้องถิ่น เช่น ไม้ตะเคียน ไม้กายีร มาแกะเป็นหัวนก ตัวนกใช้ไม้ไผ่ผูกเป็นโครงตัวนกแล้วติดกระดาษรอบโครงไม้ไผ่เป็นขนนก แล้วนำติดคานหาม นำออกมาแห่เป็นขบวน ตำนานประเพณีแห่นกนั้นมีที่มาหลายที่มาด้วยกัน เช่น ตำนานการประดิษฐ์นกอย่างสวยงาม พร้อมนำออกแห่ทุกๆ ๗ วันเพื่อให้ธิดาองค์สุดท้องของเจ้าเมืองเป็นที่พอพระทัย  หรือตำนานเจ้าเมืองป่าวประกาศหาช่างฝีมือมาประดิษฐ์นกตามคำบอกเล่าของชาวประมงที่เห็นพญานกผุดขึ้นจากทะเลแล้วบินหายขึ้นไปยังท้องฟ้า จนได้เป็นนก ๔  ตัว บ้างก็ว่าประเพณีแห่นกนี้สืบเนื่องมาจากในสมัยก่อน ภาคใต้ไม่ค่อยมีการละเล่นพื้นบ้าน ชาวใต้ที่ออกมานั่งรับแสงแดดในตอนเช้า มองเห็นแสงแรกของดวงอาทิตย์สะท้อนกับปุยเมฆ รูปร่างดูคล้ายนกมีงวงช้างออกมา ชาวใต้จึงจินตนาการสัตว์ดังกล่าวออกมาให้เป็นนกบุหรงซีงอ   นกที่ชาวบ้านนิยมนำมาทำร่วมขบวนแห่ จะเป็นนกที่มีลักษณะพิเศษๆ ๔ ตัวด้วยกัน ๑. นกกาเฆาะซูรอหรือนกกากะสุระ หรือนกการเวก นกสวรรค์ที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม บินสูง ศิลปินจะประดิษฐ์นกให้มีเอกลักษณ์พิเศษ เช่น มีหงอนสูงแตกเป็นสีแฉกก ลวดลายกนกสวยงาม ตานกแกะสลักจากไม้ทั้งท่อน ประดับด้วยลูกแก้วสีกลอกไปมาได้ มีงายื่นออกมาจากปาก ๒.นกกกรุดา หรือครุฑ แต่ความเชื่อของชาวปักษ์ใต้กล่าวเอาไว้ว่านกกรุดา หรือครุฑมีอาถรรพ์ ผู้ที่ประดิษฐ์มักจะเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย จึงไม่ค่อยนิยมทำนกชนิดนี้ขึ้นมาร่วมขบวนแห่ ๓.นกบือเฆาะมาศ หรือนกยูงทอง ลักษณะสวยงามคล้ายกับนกเฆาะซูรอ ตกแต่งอย่างประณีตสวยงาม และใช้เวลานาน เนื่องจากชาวปักษ์ใต้ยกย่องนกยูงทองและไม่บริโภคเนื้อนกชนิดนี้ ๔.นกบุหรงซีงอ หรือนกสิงห์ รูปร่างหน้าตาคล้ายราชสีห์ตามคติความเชื่อที่ว่านกชนิดนี้มีตัวเป็นนก หัวเป็นราชสีห์ มีเขี้ยวน่าเกรงขาม …

 

สมุนไพร “ขี้เหล็ก”

https://medthai.com/wp-content/uploads/2013/07/Senna-siamea-2.jpg

ขี้เหล็ก ขี้เหล็ก ชื่อสามัญ Siamese senna, Siamese cassia, Cassod tree, Thai copperpod ขี้เหล็ก ชื่อวิทยาศาสตร์ Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cassia siamea Lam.) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE) สมุนไพรขี้เหล็ก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี), ขี้เหล็กบ้าน (ลำปาง,สุราษฎร์ธานี), ผักจี้ลี้ แมะขี้แหละพะโด (แม่ฮ่องสอน), ยะหา (ปัตตานี), ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลาง), ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ), ขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้) เป็นต้น ลักษณะของต้นขี้เหล็ก เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 8-15 เมตร ลำต้นมักคดงอ เปลือกมีสีเทาถึงน้ำตาลดำแตกเป็นร่องตื้น ๆ ตามยาว แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มแคบ ส่วนลักษณะของผลขี้เหล็ก มีลักษณะเป็นฝักแบนกว้าง 1.4 เซนติเมตร ยาว 15-23 เซนติเมตร มีความหนา มีสีน้ำตาล มีเมล็ดหลายเมล็ด ลักษณะของใบขี้เหล็ก เป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับกัน ใบเป็นสีเขียวเข้ม มีใบย่อยรูปรี 5-12 คู่ กว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 …

 

นานาสรรพคุณ “แก้ว”

แก้ว เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ใบออกเป็นช่อเป็นแผงออกใบเรียงสลับกันช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม เปลือกลำต้นสีขาวปนเทาลำต้นแตกเป็นสะเก็ดเป็นร่องตามยาวการแตกกิ่งก้านของทรงพุ่มไม่ค่อยเป็นระเบียบใบออกเป็นช่อเป็นแผงออกใบเรียงสลับกันช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบใบเป็นมันสีเขียวเข้มขยี้ดูจะมีกลิ่นฉุนแรงขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อยขนาดของใบกว้างประมาณ 2 – 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ3-6 เซนติเมตรออกดอกเป็นช่อใหญ่ช่อสั้นออกตามปลายกิ่งหรือยอดช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 5 – 10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร ผลรูปไข่ รีปลายทู่ มีสีส้ม ภายในมีเมล็ด 1 – 2 เมล็ด สรรพคุณของต้นแก้ว ใบมีรสร้อนเผ็ดและขม มีสรรพคุณช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ใบ) ช่วยคลายการอุดตันของเส้นเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดลมเป็นไปได้ดีขึ้น (ราก) ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ (ดอก,ใบ) ช่วยแก้อาการไอ (ดอก,ใบ) ราก ก้าน และใบสดสามารถนำมาใช้เป็นยาชาระงับอาการปวดได้ จึงมีการนำมาใช้เป็นยาแก้อาการปวดฟันและปวดกระเพาะ (ราก,ก้าน,ใบสด)บ้างก็ว่าก้านและใบสดมีรสเผ็ดร้อนขม นำมาต้มก็ใช้เป็นยาอมบ้วนปากแก้อาการปวดฟันได้เช่นกัน (ก้านใบ,ใบสด) รากใช้เป็นยาแก้ฝีฝักบัวที่เต้านม (ราก) รากใช้เป็นยาช่วยขับลมชื้นในร่างกาย แต่ต้องนำไปใช้ร่วมกับตำราแพทย์แผนไทยหรือแพทย์แผนจีน (ราก) ใบช่วยแก้ท้องเสีย (ใบ) ช่วยแก้บิด (ใบ) ใบมีสรรพคุณช่วยขับลม แก้อาการจุกเสียดแน่นเฟ้อ (ใบ) ช่วยในการย่อยอาหาร (ดอก,ใบ) ใช้เป็นยาแก้ปวดกระเพาะ ด้วยการใช้ใบแก้วแห้ง, กานพลู, เจตพังคี, และเปลือกอบเชย นำมาบดเป็นผงใช้ชงกับน้ำร้อนเป็นยาประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง …

 

ประเพณีสงกรานต์

http://scoop.mthai.com/wp-content/uploads/2013/03/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C-1.jpg

สงกรานต์ เป็นประเพณีของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกาและทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สันนิษฐานว่า สงกรานต์ได้รับอิทธิพลมาจากเทศกาลโฮลี ในอินเดีย แต่เทศกาลโฮลีจะใช้การสาดสีแทน เริ่มในทุกวันแรม 1 ค่ำเดือน 4 คือ ในเดือนมีนาคม สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึง “การเคลื่อนย้าย” ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี คือการเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของไทยและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สงกรานต์สืบทอดมาแต่โบราณคู่กับตรุษ จึงเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึง ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เดิมวันที่จัดเทศกาลกำหนดโดยการคำนวณทางดาราศาสตร์ แต่ปัจจุบันระบุแน่นอนว่า 13 ถึง 15 เมษายน วันขึ้นปีใหม่ไทยเป็นวันเริ่มปีปฏิทินของไทยจนถึง พ.ศ. 2431 จากนั้นวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่จนถึง พ.ศ. 2483 พิธีสงกรานต์เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ สังคมไทยสมัยใหม่เกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีการประชาสัมพันธ์ในเชิงท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival หรือ เทศกาลแห่งน้ำ ซึ่งตัดส่วนที่เป็นความเชื่อดั้งเดิมไป   ประวัติวันสงกรานต์ คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “สํ-กรานต” ซึ่งแปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น หรือย้ายขึ้น โดยมีนัยความหมายว่า การเข้าสู่ศักราชราศีใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่นั้นเอง  โดยเทศกาลสงกรานต์ นั้นเป็นประเพณีที่มีความเก่าแก่และคนไทยสืบทอดกันมาแต่โบราณคู่กับประเพณีตรุษจีนกันเลยทีเดียว จึงได้มีการรวมเรียกกันว่า “ประเพณีตรุษสงกรานต์” ซึ่งแปลว่าการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ …